เสาร์, มิถุนายน 24, 2017
   
Text Size

IP Address ท่าน คือ..

54.225.28.32

ค้นหา

ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์

      วันที่ 15 มิถุนายน 2560 ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เป็นผลให้ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่างประมาณ 1,353 ล้านกิโลเมตร ช่วงดังกล่าวจะสามารถสังเกตดาวเสาร์ได้ยาวนานตลอดคืนตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกดินจนถึงรุ่งเช้าวันของถัดไป และมีความสว่างมาก ปรากฏทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สังเกตได้ด้วยตาเปล่า หรือหากมองผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาที่มีกำลังขยายตั้งแต่ 30 เท่าขึ้นไป จะเห็นวงแหวนดาวเสาร์ได้ชัดเจน

ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี 8 เมษายน 2560

   ในช่วงค่ำของวันที่ 8 เมษายน 2560 ดาวพฤหัสบดีจะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) ตั้งแต่เวลาประมาณ 18:23 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เราจะสังเกตเห็นดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย และจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เวลาประมาณ 06:14 น. ของเช้าวันที่ 9 เมษายน 2560 หากสังเกตด้วยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก จะสามารถเห็นดวงจันทร์บริวารหลักทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี หรือที่เรียกว่า ดวงจันทร์ของกาลิเลียน (Galilean Moons) ได้แก่ ไอโอ (Io) ยูโรปา (...

กิจกรรม "BIO GANG CHALLENGE 2017"

        โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม จัดกิจกรรม  "Bio Gang Challenge 2017" ณ ห้องสมุดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยศาสตร์ ในวันที่ 11 มกราคม 2560  ภายใต้แนวคิด “ตามรอยพ่อของแผ่นดิน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น จากสวนพฤกษศาสตร์

กิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดี

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ร่วมถวายสัตย์ปฏิญาณแสดงความจงรักภักดี และร่วมกันร้องเพลงพ่อของแผ่นดิน เพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพปีที่ 89

  • ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์

    วันพฤหัสบดีที่ 08 มิถุนายน 2017 เวลา 05:24 น.
  • ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี 8 เมษายน 2560

    วันเสาร์ที่ 08 เมษายน 2017 เวลา 00:25 น.
  • กิจกรรม "BIO GANG CHALLENGE 2017"

    วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2017 เวลา 03:15 น.
  • กิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดี

    วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2016 เวลา 03:57 น.
  • telescope super full moon 2016

    วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2016 เวลา 05:32 น.

“Gravitational waves” หรือ “คลื่นความโน้มถ่วง”

User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 


คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) คืออะไร?

คลื่นความโน้มถ่วงถูกทำนายว่ามีอยู่ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ในปี 1916 มีการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงทางอ้อมได้ในปี 1974 จากการสังเกตระบบดาวนิวตรอนคู่ที่มีชื่อว่า PSR B1913+16 ผลการคำนวณและการสังเกตพบว่าพวกมันเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆเพราะสูญเสียพลังงานจากการแผ่คลื่นความโน้มถ่วง การค้นพบนี้ส่งผลให้สองนักฟิสิกส์ Russell Alan Hulse และ Joseph Hooton Taylor, Jr. ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1993

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2016 ทีมงาน LIGO (Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory) ได้ออกแถลงข่าวยืนยันการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงเป็นครั้งแรกของโลก โดยทีมงานเปิดเผยว่าวันที่ 14 กันยายน 2015 ที่ผ่านมา ได้มีการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากหลุมดำสองหลุมมวล 29 และ 36 เท่าของดวงอาทิตย์รวมตัวกัน และปลดปล่อยพลังงานในรูปของคลื่นความโน้มถ่วงที่ตรวจพบได้โดยเครื่องตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงทั้งที่ Hanford, Washington และ Livingston, Louisiana ในเวลาเดียวกัน

นอกจากการยืนยันการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงแล้ว การค้นพบนี้ยังช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของ binary black hole หรือหลุมดำสองหลุมที่โคจรรอบกันอีกด้วย

 

ภาพ: LIGO, NSF, Aurore Simonnet (Sonoma State U.)

 คลื่นความโน้มถ่วงคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

- ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของไอสไตน์

ก่อนจะพูดถึงคลื่นความโน้มถ่วง เราจำเป็นต้องอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์ก่อน ไอสไตน์อธิบายว่าแรงโน้มถ่วงเกิดจากมวลทำให้เกิดการบิดงอของกาลอวกาศ คล้ายกับการที่เรายืนบนเตียงนอนทำให้พื้นเตียงรอบๆ เรานั้นบิดงอไป และการบิดงอของกาลอวกาศนี้เป็นตัวส่งผลให้วัตถุมีการเคลื่อนที่อย่างที่เราสังเกตเป็นแรงโน้มถ่วงทุกวันนี้

ผลพลอยได้อย่างหนึ่งของการบิดงอของกาลอวกาศก็คือ แรงโน้มถ่วงจะสามารถทำให้ระยะทางและเวลาเกิดการบิดเบือนได้ ซึ่งสามารถพบได้ชัดเจนในบริเวณที่มีแรงโน้มถ่วงสูง เช่น รอบหลุมดำ


- คลื่นความโน้มถ่วง

ถ้าการยืนบนเตียงของเราทำให้เตียงเราโค้งงอได้ การกระโดดขึ้นลงหรือเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วบนเตียงนอนของเราก็จะสามารถแผ่อิทธิพลการโค้งงอออกไปรอบๆ ได้ เช่นเดียวกับการโยนก้อนหินลงบนผิวน้ำ เมื่อเราโยนก้อนหินลงไปในทะเลสาป การรบกวนบนผิวน้ำจะแผ่ออกไปรอบๆ เกิดเป็นคลื่นผิวน้ำ

เช่นเดียวกัน การรบกวนในกาลอวกาศโดยมวลจำนวนมาก ก็น่าจะสามารถแผ่อิทธิพลการรบกวนนี้ไปยังกาลอวกาศรอบๆ ได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากเราไม่สามารถเพิ่มหรือทำให้มวลหายไปได้ เราจึงไม่สามารถ “โยน” มวลลงไปยังผิวกาลอวกาศได้ในลักษณะเดียวกับการโยนก้อนหินลงในผิวน้ำ แต่สิ่งที่อาจจะสามารถทำให้เกิดการแผ่คลื่นความโน้มถ่วงได้ก็คือการยุบตัวลงของมวลอย่างรวดเร็ว การโคจรรอบกันของมวลจำนวนมากสองมวล หรือการรวมตัวกันของวัตถุขนาดมหึมา เช่น หลุมดำสองหลุม

อีกวิธีหนึ่งที่สามารถเปรียบเทียบคลื่นความโน้มถ่วงได้ คือ การเปรียบเทียบกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราทราบกันว่าอิเล็คตรอนจะแผ่สนามไฟฟ้าไปรอบ ๆ มัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเราทำการเคลื่อนอิเล็คตรอนไปยังตำแหน่งใหม่ สนามไฟฟ้าของอิเล็คตรอนจะต้องใช้เวลาเดินทางออกไปเท่ากับความเร็วแสง เมื่อเราทำการเคลื่อนตำแหน่งอิเล็คตรอนอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟ้าอย่างรวดเร็วนี้เอง ที่ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกไปรอบ ๆ การที่เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือได้ก็เป็นเพราะว่า อิเล็คตรอนภายในเสาอากาศเกิดการสั่นขึ้นลงและแผ่ออกไปเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สามารถตรวจจับได้โดยอิเล็คตรอนในเสาอากาศของเครื่องรับนั่นเอง ในลักษณะเดียวกันเมื่อเรามีมวลขนาดใหญ่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เราก็จะสามารถแผ่คลื่นความโน้มถ่วง ที่สามารถตรวจพบได้โดยมวลอื่นที่ห่างไกลออกไป

โดยลักษณะของคลื่นความโน้มถ่วงนั้น จะอยู่ในรูปของการบิดงอของกาลอวกาศทำให้ระยะทางในสองทิศทางยืดและหดออกไป คล้ายกับการทำให้หนังยางวงกลมบิดเบี้ยวออกเป็นวงรีในทิศทางที่สลับกันไปมา


- ความท้าทายในการศึกษาคลื่นความโน้มถ่วง

อย่างไรก็ตาม การตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมจึงยังไม่มีการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงจนถึงทุกวันนี้ ความท้าทายของคลื่นความโน้มถ่วงส่วนหลักๆ เป็นเพราะคลื่นความโน้มถ่วงมีอิทธิพลน้อยมาก และจะสังเกตเห็นได้ง่ายก็ในกรณีที่เกิดการรวมตัวกันของมวลขนาดมหึมาเช่นหลุมดำเท่านั้น

ลองนึกภาพมวลขนาด 29 เท่าของดวงอาทิตย์ แต่มีขนาดเพียงแค่ 150 กม. เคลื่อนที่ด้วยความเร็วครึ่งหนึ่งของความเร็วแสง และชนเข้ากับหลุมดำอีกอันที่มีมวล 36 เท่าของดวงอาทิตย์ นี่คือเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการสังเกตที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2015 ที่ผ่านมา

เมื่อรวมกันแล้ว มวลรวมสุดท้ายของหลุมดำนั้นมีมวลเพียงแค่ 62 เท่าของมวลดวงอาทิตย์เท่านั้นเอง และมวลอีก 3 เท่าของดวงอาทิตย์ได้ถูกเปลี่ยนไปในรูปของพลังงานคลื่นความโน้มถ่วงที่แผ่ออกมาเป็นระยะทางกว่า 1.3 พันล้านปีแสงจนมาถึงโลกของเรา

พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาโดยการรวมตัวของหลุมดำนี้ มีมากกว่า 50 เท่าของพลังงานที่ดาวฤกษ์ทุกดวงในเอกภพปลดปล่อยออกมาในหนึ่งหน่วยเวลาเสียอีก อย่างไรก็ตาม พลังงานเหล่านี้ถูกปลดปล่อยออกมาในเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งพลังงานอันมหาศาลนี้ ก็ส่งผลให้เกิดการยืดหดเพียงแค่ 10^(-21) ส่วนเท่านั้นเอง นั่นคือหากเรามีไม้เมตรวางเอาไว้ในขณะที่คลื่นความโน้มถ่วงจากการรวมตัวของหลุมดำนี้ผ่านไป ไม้เมตรนั้นจะยืดได้ไม่เกิน 10^(-21) เมตร

ด้วยความท้าทายเหล่านี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงที่แม่นยำและมีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก


- LIGO

Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory (LIGO) เป็นเครื่องตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงขนาดมหึมา ประกอบขึ้นด้วยท่อขนาดยาว 4 กิโลเมตร สองท่อ ทำมุมกัน 90 องศา และมีสถานีตรวจวัดอยู่สองที่ ที่ Hanford, Washington และ Livingston, Louisiana

การที่ใช้ท่อขนาดยาว 4 กม. นี้จะทำให้การยืดหดของกาลอวกาศที่เกิดจากคลื่นความโน้มถ่วงสามารถสังเกตได้ง่ายขึ้น เพื่อสังเกตคลื่นและการสั่นไหวในกาลอวกาศที่เกิดขึ้น ไม่ต่างอะไรกับทุ่นลอยกลางทะเลที่คอยสังเกตคลื่นผิวน้ำ ซึ่งส่วนมากในเวลาคลื่นลมสงบนั้นมีคลื่นที่ราบเรียบเกินกว่าที่เครื่องมือจะสามารถตรวจวัดได้

การรวมตัวกันของหลุมดำที่ผ่านมา เปรียบได้กับการเกิดมรสุมขนาดใหญ่ ที่ทำให้เกิดคลื่นขนาดมหึมาจนพอจะสังเกตได้

แต่แม้กระทั่งคลื่นความโน้มถ่วงขนาดมหึมานี้ ก็ทำให้กาลอวกาศภายในท่อยาว 4 กม. เปลี่ยนแปลงความยาวไปเพียงแค่ 10^(-18) เมตรเพียงเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กกว่าขนาดของโปรตอนเสียอีก

ความท้าทายหลักๆ ในการสังเกตคลื่นความโน้มถ่วงของ LIGO ก็คือการกำจัดการสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่อาจจะเกิดจากบนโลก และการวัดระยะทางที่แม่นยำ ในการวัดระยะทาง ซึ่ง LIGO สามารถทำได้โดยการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า interferometer โดยการใช้เลเซอร์ยิงสะท้อนกับกระจกที่ยังปลายอุโมงค์ เมื่อระยะทางในสองอุโมงค์เกิดการเปลี่ยนแปลงจากคลื่นความโน้มถ่วง จึงสามารถสังเกตได้เป็นเฟสของเลเซอร์ที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อสะท้อนกลับมายัง interferometer

ซึ่งการค้นพบในวันที่ 14 กันยายน 2015 นี้ทำให้เราสามารถยืนยันการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง และหลุมดำโคจรรอบกัน ในเอกภพได้


- ต่อจากนี้

เมื่อ 400 ปีที่แล้ว กาลิเลโอได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ในการสังเกตวัตถุบนท้องฟ้าเป็นครั้งแรก และเพิ่มความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาลของมนุษย์อย่างก้าวกระโดด และทุกครั้งที่เรามีการเปิดหน้าต่างช่วงคลื่นใหม่ในการสังเกตการณ์ทางธรรมชาติ ก็ทำให้ความเข้าใจของเราก้าวเพิ่มมากขึ้นอย่างทวีคูณ

เช่นเดียวกัน การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นพบยิ่งใหญ่ที่กำลังจะตามมาเพียงเท่านั้น เมื่อเราสามารถค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงได้ เราก็จะสามารถยืนยันปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่างๆ อีกมากมายที่คาดเอาไว้ได้ เช่น การยุบตัวของซูเปอร์โนวา ดาวนิวตรอน คอสมิคสตริง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่เครื่องตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงอาจจะนำมา ก็คือสิ่งที่เรายังคาดคิดไม่ถึงในตอนนี้

ปัจจุบัน LIGO ยังมี sensitivity เพียงแค่ 1 ใน 3 ของที่ควรจะเป็นเพียงเท่านั้น และ LIGO ยังสามารถพัฒนาเครื่องมือได้อีก จึงมีโอกาสที่จะตรวจพบปรากฏการณ์อื่นได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของคลื่นความโน้มถ่วงก็คือ คลื่นความโน้มถ่วงนั้นไม่สามารถบอกทิศทางได้ ใกล้เคียงกับไมโครโฟนที่สามารถฟังเสียงได้ แต่บอกไม่ได้ว่าเสียงมาจากทิศทางใด

อย่างไรก็ตาม กำลังจะมีการสร้างเครื่องตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ญี่ปุ่น อิตาลี ฯลฯ เป็นเครือข่ายของคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งหากเรามีเครื่องตรวจวัดหลายตำแหน่ง ก็จะช่วยให้เราสามารถจำกัดขอบเขตของทิศทางที่กำลังมาถึงได้

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่ใช้ระยะเวลากว่า 50 ปีและเงินทุนสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและความร่วมมือของเอกชน เงินภาษีประชาชนกว่า 40 ปี จึงจะเกิดเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติได้

การพัฒนาเครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง LIGO

LIGO ประกอบด้วยสถานีตรวจจับที่ทำงานสัมพันธ์กันอยู่ 2 สถานี

-สถานีแรกมีชื่อว่า LIGO Livingston Observatory อยู่ที่ รัฐหลุยส์เซียนา

-สถานีที่สองมีชื่อว่า LIGO Hanford Observatory อยู่ที่รัฐวอชิงตัน

โดยทั้งสองแห่งอยู่ห่างกันมากถึง 3,000 กิโลเมตร ทั้งสองสถานีจะทำการสังเกตเปรียบเทียบสัญญาณที่เกิดจากการแทรกสอดของแสงเลเซอร์เพื่อตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงว่าส่งผลต่อการแทรกสอดนั้นอย่างไร


ฝั่งซ้ายคือสัญญาณที่ตรวจจับได้ที่สถานี Hanford ฝั่งขวามือคือสัญญาณที่ตรวจจับได้ที่สถานี Livingston  ทั้งสองกราฟแสดงสัญญาณจริงเทียบกับที่คำนวณได้จากทฤษฎี

ในตอนเริ่มต้น LIGO ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2002-2010 แล้วแต่ไม่สามารถตรวจจับคลื่นความโมถ่วงได้เลย ผลที่ตามมาคือเครื่องถูกปิดไปหลายปี ตัวตรวจจับถูกเปลี่ยนให้มีคุณภาพดีขึ้นอย่างมาก (Advanced LIGO) ระหว่างการพัฒนาเครื่อง LIGO มีการสร้างสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงเทียมขึ้นหลายครั้งเพื่อทดสอบว่าเหล่านักวิจัยจะสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่ามันไม่ใช่ของจริง

การตรวจจับ

ชื่อของสัญญาณ GW150914 มาจากคำว่า Gravitational wave ตามด้วยวันเดือนปีที่ทำการสังเกตได้ สัญญาณดังกล่าวถูกตรวจจับได้ที่ทั้งสองสถานีในเวลา 9.50 UTC 14 กันยายน 2015

ตำแหน่งคร่าวๆของแหล่งกำเนิดสัญญาณมาจากท้องฟ้าทางซีกใต้ บริเวณกาแล็กซีเมฆแม็กเจนแลน แต่อยู่ห่างออกไปกว่านั้นมาก ตัวสัญญาณมีความยาวนาน 0.2วินาที มีการเพิ่มความถี่และค่าแอมพลิจูดประมาณ 8 คาบจาก 35 เฮิร์ตซ์จนถึง 250 เฮิร์ตซ์ (นักวิทยาศาสตร์มองว่ามันคล้ายๆเสียงร้องของนก) และถูกรายงานอย่างรวดเร็วภายใน 3 นาทีซึ่งถูกพบครั้งแรกโดย Marco Drago นักวิจัยที่ทำงานวิจัยหลังปริญญาเอกชาวอิตาลีซึ่งอยู่ในประเทศเยอรมนี ในตอนแรกเขาไม่คิดว่ามันเป็นสัญญาณจริง แม้แต่ Bruce Allen หัวหน้าของเขาก็คิดว่ามันเป็นสัญญาณเทียมด้วยซ้ำ

แต่หลังจากการวิเคราะห์ทางสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูลแวดล้อมอื่นๆพบว่ามันเป็นสัญญาณจริง! ซึ่งมีความน่าเชื่อถือมากถึง 99.99994% ทีเดียว สัญญาณนี้ถูกตรวจจับได้ที่สถานี Livingston  ก่อนสถานี Hanford  เป็นเวลา 7 มิลลิวินาทีซึ่งสอดคล้องกับเวลาที่แสงใช้ในการเดินทางระหว่างสองสถานีนี้(คลื่นความโน้มถ่วงเดินทางด้วยอัตราเร็วเท่าแสง)

น่าเสียดายเล็กน้อยที่เครื่องจรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง Virgo ที่ประเทศอิตาลียังไม่เปิดใช้งานและอยู่ในระหว่างการพัฒนาให้ดีขึ้นจึงไม่สามารถร่วมกันตรวจจับและยืนยันผลจาก LIGO ได้

การชนกันของหลุมดำ

หลุมดำที่ชนกันนี้อยู่ห่างจากโลกเราออกไป 1.3 ±0.6  พันล้านปีแสง การวิเคราะห์พวกมันอย่างละเอียดพบว่ามันเป็นหลุมดำที่มีมวลราว 36 เท่าและ 29 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ระบบหลุมดำนี้สูญฌสียพลังงานเท่ากับ 3±0.5  เท่าของมวลดวงอาทิตย์จากการปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงออกมาซึ่งกำลังสูงสุดของคลื่นความโน้มถ่วงที่ถูกปล่อยออกมามีค่า 3.6×1049 วัตต์ซึ่งมีค่ามากกว่าสิบเท่าของกำลังจากแสงสว่างจากดาวฤกษ์ทุกดวงที่สังเกตได้ในเอกภพเสียอีก!

ระหว่างสัญญาณ0.2วินาทีที่วัดค่าได้ ความเร็วสัทพัทธ์ระหว่างหลุมดำทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 30%เป็น 60%ของอัตราเร็วแสง ค่าความถี่ของการโคจรคือ 75 เฮิร์ตซ์บ่งบอกว่าพวกมันอยู่ห่างกันเพียง 350 กิโลเมตรก่อนจะเกิดการชนกัน  ความถี่มวล,และระยะห่างระหว่างวัตถุทั้งสองบ่งชี้ว่าพวกมันต้องเป็นหลุมดำ หากหลุมดำชนกับดาวนิวตรอน มันจะโคจรรอบกันด้วยความถี่ที่ต่ำกว่านี้

ประกาศการค้นพบ

การประกาศในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2016 ในงานแถลงข่าวที่กรุงวอชิงตัน ดีซี มี David Reitze หัวหน้าทีม LIGO รวมทั้งนักฟิสิกส์ด้านเอกภพวิทยาระดับโลกอย่าง คิป ทอร์น (Kip Thorne), นักฟิสิกส์จาก MIT  Rainer Weiss และ นักวิจัยจาก LIGO Gabriela González

การค้นพบนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการคลาสสิกอย่าง  Physical Review Letters  และ The Astrophysical Journal

หลายๆคนเก็งกันว่าผลงานนี้มีโอกาสได้รับรางวัลโนเบลสูงมาก

อนาคตต่อจากนี้

-การตรวจจับในอนาคต

การตรวจจับในครั้งนี้ทำให้นักฟิสิกส์มีหวังในการตรวจจับสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงอื่นๆมากขึ้น ในอนาคตนักฟิสิกส์เล็งสังเกตหลุมดำมากกว่า 5 หลุมดำที่กำลังจะเข้าชนกัน รวมทั้งระบบดาวคู่มากกว่า 40 ระบบที่จะมีการชนกัน นอกจากนี้ยังนำไปสู่การออกแบบการทดลองให้มีความละเอียดมากขึ้นไปอีก  เครื่องมืออื่นๆอย่างเช่น Virgo ที่ปรับปรุงแล้วและKAGRA ในประเทศญี่ปุ่นอาจช่วยกันตรวจจับให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วย

-ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

ทฤษฎีนี้ยังคงได้รับการยืนยันความถูกต้องและนี่เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจสอบความถูกต้องสำหรับบริเวณที่มีความโน้มถ่วงสูงยิ่งอย่างหลุมดำที่ชนกัน

-ฟิสิกส์ดาราศาสตร์

มวลของหลุมดำทั้งสองก่อนชนกันทำให้นักดาราศาสตร์มีข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ รวมทั้งข้อมูลของแก่นดาวฤกษ์ที่ยุบตัวในขณะเกิดซูเปอร์โนวามากขึ้น

-อนุภาคกราวิตอน

อนุภาคกราวิตอนเป็นอนุภาคเชิงทฤษฎีที่เป็นสื่อนำแรงโน้มถ่วง การค้นพบนี้นำไปสู่การปรับค่ามวลต่ำสุดและสูงสุดที่เป็นไปได้เล็กน้อย

-มิติใหม่ของการสังเกตการณ์อวกาศ


Evolved Laser Interferometer Space Antenna (eLISA) เป็นโครงการที่เสนอขึ้นเพื่อสร้างขึ้นในอนาคตเพื่อตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงในอวกาศ มันมีความละเอียดพอจะสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงของระบบหลุมดำนี้ได้นับพันปีก่อนจะเกิดการชนและสังเกตการณ์ออกไปได้ไกลกว่าเดิมมหาศาล

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.




ที่มา : http://www.narit.or.th


เขียนความคิดเห็นของคุณ

BoldItalicUnderlineStrikethroughSubscriptSuperscriptEmailImageHyperlinkOrdered listUnordered listQuoteCodeHyperlink to the Article by its id
ชื่อผู้เขียน:
หัวข้อ:
ความคิดเห็น:
  รหัส
กรอกรหัส:

ชมรมออนซอนฟิสิกส์
ที่ตั้ง ::   โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32  เลขที่ 15 ถ.นิวาศ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บรีรัมย์ 31000
Webmaster :::: Phaithul  Duagrit