เสาร์, เมษายน 19, 2014


   
Text Size

IP Address ท่าน คือ..

54.196.215.114

ค้นหา

การต่อกิ่งเชื่อมสะพาน (Bridge grafting)

                                     การต่อกิ่งแบบเชื่อมสะพาน(Bridge grafting)

ความกดอากาศสูง (H) และความกดอากาศต่ำ (L)

                ในแผนที่ภูมิอากาศจะมีตัวอักษร H และ L แสดงศูนย์กลางความกดอากาศสูง และศูนย์กลางความกดอากาศต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ข้างเคียง ดังนั้น จึงไม่มีค่ากำหนดความกดอากาศสูงและความกดอากาศต่ำที่แน่นอน แต่เป็นปฏิสัมพัทธ์ระหว่างจุดสองจุด ความกดอากาศสูง เกิดขึ้นเมื่อมวลอากาศเหนือพื้นดินหรือพื้นทะเล (ที่เย็น) ถูกทำให้เย็นลง มวลอากาศที่เย็นลงจะหดตัวและทำให้มวลอากาศเหนือพื้นดินหรือพื้นทะเลบางลง การหดตัวของมวลอากาศท...

น้ำค้างแข็ง (Frost) แม่คะนิ้ง ลูกเห็บ หิมะ

                    น้ำค้างแข็ง (Frost) คือปรากฏการณ์ที่มีเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ เกาะตามยอดหญ้าและใบไม้ในช่วงฤดูหนาว เกิดจากไอน้ำในอากาศที่อยู่ใกล้กับพื้นผิวดินมีอุณหภูมิลดลงจนถึงจุดเยือกแข็ง มักเกิดบนยอดภูเขาสูง ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย          แม่คะนิ้ง ลูกเห็บ หิมะ มีความแตกต่างกัน ดังนี้

“ฝนดาวตกเจมินิดส์” รุ่งเช้าของวันที่ 14 ธันวาคม 2556

         “ฝนดาวตกเจมินิดส์” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 4-17 ธันวาคมของทุกๆ ปี ในปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการตกสูงสุด ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 13 ธันวาคม จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 14 ธันวาคม 2556 ตามเวลาในประเทศไทย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สูงจากขอบฟ้าประมาณ 30 องศา ระหว่างดาวพอลลักซ์กับดาวคาสเตอร์ในกลุ่มดาวคนคู่ สำหรับปีนี้ดวงจันทร์ไม่เป็นใจให้ชมฝนดาวตกเจมินิดส์เท่าใดนักเนื่องจากเป็นช่วงดวงจันทร์ 11-12 ค่ำ ดวงจันทร์เกือบเต็มดวง แสงสว่างของดวงจันทร์จึงน...

โคมลอยเชิงฟิสิกส์

มีหลักการดังนี้ครับประการรแรก อากาศมีแรงกดดันในทุกทิศทาง แรงกดนี้มีทั้งแรงกดและแรงผลัก มันจะผลักสิ่งที่เบากว่า ประการที่สอง อากาศมีน้ำหนัก อากาศที่มีมวลมากกว่าจะมีแรงกดดันมากกว่าที่พื้นผิวของโลก แรงดึงดูดของโลกจะดึงดูดอากาศไว้ ทำให้อากาศบริเวณพื้นผิวมีมวลมากกว่า มีความหนาแน่นมากกว่า แรงกดดันของอากาศจะมีมากบริเวณที่ห่างออกไปเมือเราจุดโคมไฟ ทำให้อากาศในโคมร้อนขึ้น ทำให้อากาศขยายตัว ในโคมมีปริมาตรที่จำกัด ไม่สามารถขยายตัวตามอากาศได้ จึงทำให้อากาศส่วนหนึ่งหลุดออกจากโคม เพราะฉนั้น...

  • การต่อกิ่งเชื่อมสะพาน (Bridge grafting)

    วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2014 เวลา 09:37 น.
  • ความกดอากาศสูง (H) และความกดอากาศต่ำ (L)

    วันอังคารที่ 21 มกราคม 2014 เวลา 22:20 น.
  • น้ำค้างแข็ง (Frost) แม่คะนิ้ง ลูกเห็บ หิมะ

    วันอังคารที่ 21 มกราคม 2014 เวลา 22:01 น.
  • “ฝนดาวตกเจมินิดส์” รุ่งเช้าของวันที่ 14 ธันวาคม 2556

    วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2013 เวลา 13:23 น.
  • โคมลอยเชิงฟิสิกส์

    วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2013 เวลา 03:52 น.
Warning: Parameter 3 to mb_videobot() expected to be a reference, value given in /home/physicsu/domains/physics2u.org/public_html/libraries/joomla/event/dispatcher.php on line 136

โปรแกรมคำนวณ ค่า T Score (ก.ค.ศ.3)

User Rating: / 22
แย่ดีที่สุด 
ดัชนีบทความ
โปรแกรมคำนวณ ค่า T Score (ก.ค.ศ.3)
T score หน้า 2
T score หน้า 3
ทุกหน้า

 

 

โปรแกรมคำนวณ ค่า T Score  (ก.ค.ศ.3)

    สืบเนื่องจากเกณฑ์ วิทยฐานะ ใหม่ ได้มีการให้ใช้ ค่า T Score ด้วย (สามารถดาวส์โหลด ทีนี่   )

**ถ้าไม่สมบูรณ์ ขออภัย ครับ ....

คะแนนที (T score) คืออะไร?

แล้วทำไมต้องใช้คะแนนที

  

 
  

 

 

คะแนนดิบ โดยลำพังมิได้บอกความหมายอะไรให้แก่ผู้ฟังมากนัก เช่น คนหนึ่งบอกว่าสอบได้คะแนน 80 จากคะแนนเต็ม 100 เมื่อได้ยินเพียงแค่นี้ อาจนึกในใจว่าคนนี้ต้องเป็นคนเก่งแน่นอน เพราะทำข้อสอบได้ถึง 80 % แต่ถ้าซักลงไปในรายละเอียดว่าเขาเข้าสอบทั้งหมดกี่คน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มมีค่าเท่าใด คะแนนสูงสุด คะแนนต่ำสุดมีค่าเท่าใด ก็อาจจะมองภาพความสามารถของเขาผู้นี้ได้ชัดขึ้น เช่น ถ้านักศึกษาตอบว่า มีผู้เข้าสอบ 30 คน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มคือ 95 คะแนน คะแนนสูงสุดคือ 100 และต่ำสุดคือ 80 คะแนน จะเห็นได้ชัดว่าเขาคนนี้สอบได้ที่สุดท้ายของกลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ภายในกลุ่มแล้ว คนนี้เรียนอ่อนที่สุด (กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าข้อสอบที่ให้นักศึกษาทำนั้นค่อนข้างง่าย ส่วนใหญ่ทำข้อสอบได้ คะแนนจึงมากองกันอยู่ที่ค่าสูง ๆ )

คะแนนที (Tscore) เป็นคะแนนที่นำคะแนนดิบมาผ่านขั้นตอนทางสถิติ ทำให้สามารถวัดได้ว่าผู้เข้าสอบมีความสามารถเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับผู้ เข้าสอบ(ในวิชาเดียวกัน)ทั้งหมด สามารถบอกได้มีคนเก่งกว่าเรากี่คน และเราทำคะแนนชนะผู้อื่น อยู่กี่คน

ในการคำนวณคะแนนที เราจะหาคะแนนซี (Z score) ก่อน โดย คะแนนซีของคะแนนค่าใด ๆ คำนวณได้จากสูตร

คะแนนใดที่มีค่าเท่ากับค่าเฉลี่ยจะได้คะแนนซี เท่ากับศูนย์ คะแนนที่มีค่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยจะได้คะแนนซีที่มีค่าติดลบ ดังนั้นเราจึงนิยมแปลงคะแนนซี ให้เป็นคะแนนที เพื่อให้พ้นค่าติดลบเหล่านี้โดยใช้สูตร

คะแนนที จึงเป็นการแปลงคะแนนของกลุ่ม โดยทำให้มีคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มเป็น 50 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10 นั่นเอง คะแนนสอบทั้งกลุ่มจึงมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100

โดยธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ถ้าจับเอาคนหลาย ๆ คนมาทดสอบสติปัญญาด้วยข้อสอบที่เป็นมาตฐาน ความสามารถหรือสติปัญญาของมนุษย์จะมีการแจกแจงความถี่เป็นแบบโค้งปกติ ดังภาพที่ 1 นั่นคือ คนที่ทำข้อสอบได้คะแนนสูงมาก ๆ และต่ำ มาก ๆ จะมีเป็นจำนวนน้อย คนส่วนใหญ่จะทำข้อสอบได้คะแนนปานกลาง เมื่อนำความถี่ของแต่ละคะแนนมาพล็อตกราฟ จะได้เป็นเส้นโค้งรูประฆังคว่ำ หรือเส้นโค้งปกติ

แต่ในความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติ ข้อสอบอาจเป็นข้อสอบที่ง่ายเกินไปหรือยากเกินไป ข้อสอบไม่สามารถจำแนกคนเก่ง หรือคนอ่อนได้ จะทำให้การแจกแจงความถี่ของคะแนนผู้เข้าสอบไม่เป็นโค้งปกติ อาจทำให้เส้นโค้งนั้นเบ้ขวา Positively Skewed กรณีนี้แสดงว่าข้อสอบยากไป

หรือทำให้เส้นโค้งแสดงการแจกแจงความถี่เบ้ไปทางซ้าย Negatively Skewed

การแปลงคะแนนดิบให้เป็นคะแนนที แบบนี้ เรียกว่า เป็นการแปลงเชิงเส้นตรง (linear transformation) ถ้าคะแนนดิบมีการแจกแจงความถี่เป็นเส้นโค้งที่มีลักษณะเบ้อย่างไร คะแนน Z และ คะแนน T ที่ได้ ก็จะเบ้ไปตามเช่นนั้นด้วย จึงแก้ปัญหาในกรณีเช่นนี้ด้วยการใช้คะแนนทีปกติ (Normalized T score)

คะแนนทีปกติ ก็เหมือนกับคะแนนทีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นคะแนนที่ใช้บอกตำแหน่งที่สอบได้ ไม่ขึ้นอยู่กับคะแนนดิบหรือคะแนนเต็ม สิ่งที่ต่างกันคือตำแหน่งที่ได้ได้มาจากการเปรียบเทียบกับพื้นที่ใต้เส้น โค้งปกติ วิธีการนี้จะเปลี่ยนคะแนนดิบที่มีการแจกแจงความถี่ไม่เป็นโค้งปกติ โดยการเกลาพื้นที่ใต้เส้นโค้งของคะแนนดิบให้สอดคล้องกับพื้นที่ใต้เส้นโค้ง ปกติ แล้วจึงเปลี่ยนจากคะแนน Z ให้เป็นคะแนนที อีกทอดหนึ่ง

 



ชมรมออนซอนฟิสิกส์
ที่ตั้ง :: กิโลเมตรที่ 13  ถนน บุรีรัมย์-พุทไธสง  อำเภอเมือง  จังหวัดบุรีรัมย์  31000 :: GPS  ละติจูด/ลองจิจูด 15.099714966081287 N  / 103.04489135742188 E
 
E-mail :: phaithul@hotmail.com